เคยมีคนถามผมเสมอว่า "เคยรู้จักความรักหรือไม่" ผมได้ยินคำถามนี้แล้วมักตั้งคำถามในใจเสมอว่า ทำไมต้องถามคำถามนี้กับผม ทั้ง ๆที่ดูภายนอกแล้ว ผม ก็เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างอะไรจากผู้ชายคนอื่น ๆ เลย มีรัก โลภ โกรธ หลง เหมือน ๆ กับคนอื่นทั่วไป หรือที่ทุกคนถามคำถามนี้กับผม เพียงเพราะแค่คำสั้น ๆว่า "ผมเป็นเกย์"
จริงอยู่ที่ส่วนของหัวใจ ผมอาจจะแตกต่างจากคนปกติทั่วไปที่ รสนิยม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมก็คือคน คนที่มีความรู้สึกนึกคิด และมีหัวใจ แต่สิ่งที่สังคมพยายามยัดเยียดให้ผมมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนในสังคมมีความคิดตรงกันว่า "เกย์ เป็นแค่สิ่งมีชีวิต มีหัวใจ แต่ไม่มีความรู้สึก"
ผมไม่อาจปฎิเสธได้ว่ามองภายนอกแล้ว ผมอาจดูเป็นคนที่เฉยชากับความรัก ดูนิ่งเฉย ไม่ไขว่คว้าหาความรักมาหล่อเลี้ยงใจเหมือนคนอื่น ๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว ความรักของผมละเอียดอ่อนกว่าที่ใครหลายคนจะมองเห็น เพราะผม ไม่ได้แสดงความรักให้ใครเห็นด้วยการใช้ร่างกายสื่อสารเหมือนคนทั่วไป แต่ผมแสดงความรักด้วยหัวใจต่างหาก
หากการโอบกอดของคุณ คือการแสดงความรัก ทำไมเมื่อคุณเลิกรากันคุณถึงร้องให้ แล้วบอกว่า คุณรักเขา? คู่ชาย หญิง หลาย ๆ คู่เมื่ออยู่ด้วยกันแลดูมีความสุข แต่เมื่อวันหนึ่งที่ความรักเดินมาสุดทาง ความสุขเหล่านั้นกลับคืนมาเป็นความเจ็บปวด จากการแสดงความรักด้วยการโอบกอด กลายมาเป็นการแสดงความรักด้วยการกลั่นน้ำตา กลั่นออกมาเพื่อแสดงว่ายังอาลัยอาวรณ์ แต่สำหรับผม ประสบการณ์ความรักที่ผ่านมา แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือน ชาย หญิง แต่มันกลับทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า รักแท้ไม่ได้อยู่ที่การที่คน 2 คนต้องใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน แต่มันอยู่ที่การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนที่เขารัก ไม่ใช่ให้เขาอยู่กับคนที่เขาไม่ได้รักอย่างไม่มีความสุข
ความรัก คือความสุขไม่ใช่หรือ ทำไมเมื่อแยกจากกันต้องทำให้ความรักมาทำร้ายให้เราเจ็บปวด ทำไมไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข คิดถึงวันเวลาที่เคยได้อยู่ด้วยกันเมื่อตอนที่เรามีความสุขร่วมกัน แล้วเก็บเอาความทรงจำนั้นไว้ เมื่อเวลาเหงาแค่ได้คิดถึงความทรงจำเก่า ๆ ก็ทำให้เรายิ้มได้อย่างคนที่หัวใจมีสุขแล้ว
หากความคิดถึงของมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตและมีลมหายใจ ความทรงจำ ก็คงเป็นเหมือนอากาศ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ความคิดถึง ดำรงอยู่ได้ แต่หากวันใหน ที่ความทรงจำจางหายไป ความคิดถึง ก็คงกลายเป็นแค่ความรู้สึก ที่ฉุดให้หัวใจของมนุษย์ด้านชา อย่าปล่อยความทรงจำให้หล่นหายเมื่อเดินแยกจากกัน เพราะการหันหลังให้กัน ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกดี ๆ หลงเหลืออยู่ มันเป็นเหมือนอาวุธที่จะทำร้ายหัวใจให้ต้องเจอแต่ความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ว่า " ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ดับสลายไป ทุกสิ่งเป็นเพียงการเปลี้ยนแปลงของสสาร มนุษย์โลกก็เช่นกัน แม้ชีพดับสิ้น ร่างกายกลายเป็นเถ้าธุลี แต่ชื่อเสียงยังคงอยู่" ความรัก ก็คงเหมือนกันหากคนที่มีรักแท้ ย่อมพบว่ามันไม่ได้หายไปใหน เพียงแค่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะก็เท่านั้นเอง
รัก เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เพียงแค่คนทั่วไปมองมันเพียงแค่ด้านเดียวจึงทำให้รักดูเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก หัวใจของคนมันก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ต้องค่อย ๆ มองทีละด้านจึงจะเห็นความรู้สึกและเข้าใจมัน อย่าพยายามที่จะมอง 2 ด้านพร้อม ๆกัน เพราะคุณจะเห็นเพียงแค่ขอบเหรีญที่มีแต่รอยหยักทื่อ ๆ ไม่เห็นลวดลายที่ละเอียดอ่อนที่สวยงามบนหน้าเหรียญอย่างชัดเจน
ตัวผม ได้เรียนรู้อะไรมากมาย จากคำว่า รัก ที่ผ่านมา "รัก" คำสั้น ๆเพียงคำเดียวนี่แหละที่เปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิต จากคนที่ไม่มีจุดหมายอะไรในชีวิต คนที่ทำตัวเลื่อนลอยไปวัน ๆ มองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า วันหนึ่งผมได้มาเจอกับคนคนหนึ่ง คนคนเดียวเท่านั้น ชีวิตผม ก็ได้เรียนรู้ว่าผม ต้องอยู่เพื่อใคร แต่ตอนนั้นผมยังรู้อะไรไม่หมดหรอก เพราะผมยังมองเห็นความรักแค่เพียงด้านเดียว มองแค่ความสุขที่อยู่ตรงหน้า จนลืมไปว่าวันหนึ่ง ความทุกข์จะตามมา ณ ตอนนั้นผมขอเรียกมันว่าความ ทุกข์ เพราะผมยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวดอย่างมีความสุข เหมือนทุกวันนี้ ผมใช้ชีวิตช่วงนั้นอย่างประมาท คิดอย่างเดียวว่าผมต้องมีความสุข ต้องมีอนาคตอยู่ร่วมกับเขาตลอดเวลา จนวันนึงที่ความรักของผมล่มสลายลง ชีวิตผมล้มลงไปช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป ผมลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง แล้วผมหันหลังกลับไปมองมันอีกครั้ง ความรักกลับสอนอะไรผมได้เยอะมากเกินกว่าจะใช้ชีวิตไปวันๆ
ผมเรียนรู้ ที่จะรักตัวเอง รักครอบครัว รักคนรอบข้าง รักสังคม รักงานที่ผมทำ และที่สำคัญ ผมรักที่จะเห็นคนที่ผมรักมีความสุขอยู่กับคนที่เขารัก ไม่ใช่อยู่กับคนที่เขาไม่ได้รักอย่างมีความทุกข์อย่างผม
บ่อยครั้งที่คนที่ผมรักร้องให้กับผม เพราะคนที่เขารักเริ่มหมดรักเขา บ่อยครั้งที่มีร่องรอยของบาดแผลจากการทำร้ายกันให้ผมเห็น ผมเจ็บปวด มากกว่าที่คนรักผมเจ็บปวด ผมเจ็บที่ผมดูแลเขาไม่ได้ เพระผมไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปยุ่งเรื่องของคน 2 คน ที่ซึ่งตอนนี้ สถานะของผมคือ " คนอื่น" ไม่ใช่ "คนรัก" เหมือนที่เคยเป็นมา
หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ อาจดูแตกต่างจากใครหลายคน และอาจดูคล้ายกันกับใครหลายๆคน แต่ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ก็ยังคงคิดว่า เกย์ คือสิ่งที่แตกต่างจากสังคมอยู่ดี บ่อยครั้ง ที่ความรักของเราถูกปฎิเสธและถูกกีดกันจากสังคม แต่พวกคุณรู้ไหม ผู้หญิง คือสีชมพู ผู้ชายคือสีฟ้า เมื่อนำสองสีนี้มาผสมกันคุณจะพบว่ามันกลายเป็นสีม่วง ซึ่งก็คือ เกย์ คือพวกผมนี่แหละที่เข้าใจพวกคุณและเข้าใจอะไรได้ดีกว่าที่พวกคุณเข้าใจกันเอง เพราะผมคือการผสมกันของเพศชาย และหญิง คือสิ่งที่พวกคุณต่างพากันเรียกว่า "ความแตกต่าง" ที่อยู่ในสังคม นั่นเอง